มี 827 สมาชิก รับสมาชิกสูงสุดได้ 50 คน



เข้าสู่ระบบสมาชิก
Username 
  Password 
    สมัครสมาชิก
    ลืมรหัสผ่าน
   
เหมาะสำหรับธุรกิจเครือข่าย, ธุรกิจขายตรง MLM
เหมาะสำหรับหน่วยงานรัฐ/เอกชน เพื่อประชาสัมพันธ์หน่วยงานผ่านโลกออนไลน์
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์
เหมาะสำหรับโรงเรียน สถาบันการศึกษา เว็บเผยแพร่ผลงานครู-อาจารย์ และนักเรียน นักศึกษา
   
 


                   นกยูงไทย(Green Peafowl) เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดหนึ่งของประเทศไทยและเป็นนกที่มีความสวยงามชนิดหนึ่งของโลก เป็นนกที่มีคุณค่าและหายาก ปัจจุบันแหล่งที่อยู่อาศัยของนกยูงไทยถูกทไลยลงไปเป็นจำนวนมากประกอบกับการถูกล่าทำให้นกยูงไทยในธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็วและจัดเป็นสัตว์ป่าที่มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ วิธีที่จะช่วยกันอนุรักษ์นกยูงไทยมีสองวิธีคือ การป้องกันไม่ให้ถิ่นอาศัยถูกทำลายรวมทั้งป้องกันการล่า และอีกวิธี
หนึ่งคือการส่งเสริมให้มีการขยายพันธุ์ในกรงเลี้ยง ซึ่ง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี 2535 อนุญาตให้เพาะเลี้ยงนกยูงไทยในเชิงเศรษฐกิจได้ ซึ่งปัจจุบันหลายแห่งเพาะเลี้ยงนกยูงไทยกันทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฏหมาย เช่น ตามวัด สถานที่ราชการ เอกชนหรือไม่ก็ตามสวนสัตว์ต่างๆ ขณะเดียวกันมีผู้ที่สนใจจะเพาะเลี้ยงนกยูงไทยในลักษณะฟาร์มหรือเชิงการค้ากันมากเพราะราคาที่ซื้อค่อนข้างสูง ดังนั้นข้อมูลเกี่ยวกับนกยูงไทยนี้น่าจะเป็นแนวทางในการเพาะเลี้ยงนกยูงไทยสำหรับผู้ที่สนใจที่จะทำการเพาะเลี้ยงได้ไม่มากก็น้อย


รูปนกยูงไทย


ลักษณะทั่วไปของนกยูงไทย

                  นกยูงไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pavo muticus ซึ่งทั่วโลกมีจำนวนนกยูง (Pavo spp.) ถึง 39 ชนิด พบตั้งแต่รัฐอัสสัมในประเทศอินเดีย ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และเกาะชวาในประเทศอินโดนีเซีย สำหรับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ นกยูงถูกแบ่งออกย่อยตามลักษณ์สีขนและถิ่นการกระจายได้ 3 supspecies คือ นกยูงชวา (Javanese green peafowl ’ P.muticus muticus) นกยูงอินโดจีน (Indo-Chinese green peafowl’ P.muticus imperator) และนกยูงพม่า (Bumese green peafowl’ P.muticus spicifer) ในประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ นกยูงชวาหรือ นกยูงใต้ หรือ Pavo muticus muticus Linnaeus และนกยูงอินโดจีน หรือ นกยูงเหนือ หรือ Pavo muticus imperator Delacour

                  นกยูงไทยจัดเป็นนกขนาดใหญ่ ตัวผู้มีสีเขียวสด บริเวณปีกสีน้ำเงิน ปลายปีกสีน้ำตาลเข้ม หัวมีหงอนขนหงอนชี้ขึ้นเป็นกระจุกสีเขียวมันวาว ด้านบนศรีษะตั้งแต่ด้านหลังจนถึงหน้าผากจรดโคนจงอยปากมีขนละเอียดเล็กๆอัดกันแน่นสีน้ำเงินเข้มเป็นมัน  ใบหน้าทั้งสองข้างเป็นแผ่นหนังสีฟ้าและสีเหลืองล้อมลูกตาและหูตามลำดับ ขนคลุมหางด้านบนยาวมากที่ปลายมีแผ่นขนแบนๆเป็นวงกลมหรือที่เรียกว่า "แววมยุรา" ซึ่งจะใช้สำหรับรำแพนเกี้ยวตัวเมียและจะหลุดร่วงหลังฤดูผสมพันธุ์แล้วงอกขึ้นมาใหม่ ส่วนตัวเมียเต็มวัยมีลักษณะคล้ายตัวผู้แต่สีเป็นมันวาวน้อยกว่า แผ่นขนคล้ายเกล็ดที่ปกคลุมบริเวณคอ อก และหลังมีขนาดเล็กกว่า ขาสั้นกว่า ขนคลุมหางสั้นกว่ามาก ยาวไม่เกินขนหางและไม่มีแววมยุรา นกยูงใต้มีขนาดเล็กกว่านกยูงเหนือ หนังบริเวณหูและแก้มมีสีเหลืองสดกว่า ลูกนกยูงมีขนบริเวณคอละเอียดและอ่อนนุ่มสีเหลืองครีม ส่วนขนปีกมีขน primary สีน้ำตาลอ่อน จงอยปากและแข้งมีสีเนื้อ  นกยูงไทยตัวผู้จะใช้วิธีรำแพนหางเกี้ยวตัวเมีย อายุผสมพันธุ์ได้ 3 ปี  ส่วนตัวเมีย 2 ปี

                   ถิ่นอาศัยของนกยูงไทยจะอาศัยอยู่ตามป่าโปร่งทั่วไป ป่าเบญจพรรณที่มีทุ่งหญ้าโล่งและลำธาร ในระดับความสูงไม่เกิน 1000 เมตรจากระดับน้ำทะเล และยังพบตามชายป่าของบริเวณป่าทึบ ป่าที่ถูกแผ้วถาง บางครั้งพบในบริเวณพื้นที่กสิกรรม และตามชายหาดริมลำธาร ซึ่งนกยูงชวาหรือนกยูงใต้จะพบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป และนกยูงอินโดจีนหรือนกยูงเหนือจะพบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตกของไทย



เอกสารเผยแพร่การเพาะเลี้ยงนกยูงไทย
โดย สมพงศ์  บุญสนอง   สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าภูเขียว

ภาพโดย ปุ๊ก
 
 
 
   



Siamvip.Com บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี